Speech Genie

  • |

    ทำไมวิธีเรียนภาษาแบบเดิมๆ ถึงไม่ได้ผล

    คุณเรียนมาหลายปี สอบก็ผ่าน ผันกริยาบนกระดาษได้ ท่องศัพท์เป็นเล่มๆ ก็จำได้ แต่พอมีคนมาพูดภาษาอังกฤษที่คุณคิดว่า “รู้” ด้วยจริงๆ คุณกลับตัวแข็งทื่อไปเลย ถ้าเคยเจอแบบนี้ ขอบอกว่าไม่ใช่ความผิดของคุณเลยค่ะ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความถนัด อายุ หรือความทุ่มเทของคุณ แต่ปัญหาอยู่ที่ “วิธีเรียน” ต่างหาก และนี่คือปัญหาที่คนเรียนภาษาหลายล้านคนทั่วโลกเจอเหมือนกัน วิธีเรียนแบบดั้งเดิมพลาดตรงไหน วิธีเรียนแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่มักจะเน้นอยู่ 3 อย่าง คือ กฎไวยากรณ์ การท่องจำแบบนกแก้ว และการทำแบบฝึกหัดในตำรา แม้ว่าการเรียนในห้องเรียนแบบมีโครงสร้างอาจจะช่วยบางคนได้ในบางครั้ง แต่ก็มักจะขาดองค์ประกอบสำคัญที่สมองต้องการเพื่อ ซึมซับ ภาษาจริงๆ ไม่ใช่แค่การเรียนไปวันๆ นี่คือจุดที่วิธีเหล่านั้นยังทำได้ไม่ดีพอค่ะ เน้นไวยากรณ์มากและเร็วเกินไป กฎไวยากรณ์ที่ซับซ้อนเป็นเรื่องนามธรรมและเข้าใจยาก การอัดข้อมูลเหล่านี้ให้ผู้เริ่มต้นมากเกินไปจะทำให้สมองทำงานหนักเกินไป ในช่วงเวลาที่สมองต้องการความเรียบง่ายและความหมายมากที่สุด เราคงไม่สอนไวยากรณ์ให้เด็กทารกใช่ไหมคะ เราแค่ชี้ไปที่สิ่งของแล้วบอกว่ามันคืออะไร จริงๆ แล้วผู้ใหญ่ก็ซึมซับภาษาไม่ต่างกันเลยค่ะ เราแค่แกล้งทำเป็นว่ามันต่างกันเท่านั้นเอง การท่องจำที่ไร้ความหมาย การท่องศัพท์นอกบริบท ไม่ว่าจะเป็นแฟลชการ์ด รายการคำศัพท์ หรือแบบฝึกหัดเติมคำในช่องว่าง อย่างดีที่สุดก็สร้างได้แค่ความจำระยะสั้นค่ะ ถ้าปราศจากความหมาย อารมณ์ และความเชื่อมโยงกับชีวิตจริง สมองก็ไม่มีเหตุผลที่จะเก็บคำศัพท์เหล่านั้นไว้ เราท่องไปสอบ พอสอบผ่าน ไม่กี่สัปดาห์ก็ลืมหมด บางทีแค่ไม่กี่วันก็ลืมแล้ว ไม่มีปฏิสัมพันธ์จริงๆ คอร์สเรียนส่วนใหญ่เป็นการสื่อสารทางเดียว คุณฟัง คุณอ่าน หรืออาจจะได้พูดตามบ้าง แต่คุณไม่ได้ สนทนา จริงๆ และการสนทนานี่แหละค่ะคือหัวใจของภาษาที่แท้จริง หากไม่มีการโต้ตอบกันไปมา ทั้งการพูด การได้รับความเข้าใจ การปรับแก้ และการลองใหม่อีกครั้ง สะพานที่จะเชื่อมจากความเข้าใจไปสู่การพูดได้จริงๆ ก็จะไม่มีวันถูกสร้างขึ้นมาเลย ละเลยสภาวะทางอารมณ์ บรรยากาศในห้องเรียนอาจสร้างความวิตกกังวล ความหงุดหงิด และความกลัวที่จะขายหน้าได้ พอถูกเรียกให้ตอบหน้าชั้นเรียนแล้วโดนแก้แบบซึ่งๆ หน้า ร่างกายก็จะเกิดความเครียด สมองจะเข้าสู่โหมดป้องกันตัว ทำให้การเรียนรู้ช้าลงหรือหยุดไปเลย วิทยาศาสตร์ทางสมองบอกเราชัดเจนว่าความรู้สึกปลอดภัยเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ แต่ห้องเรียนส่วนใหญ่กลับถูกออกแบบมาในทางที่บั่นทอนความรู้สึกนี้! ความเชื่อผิดๆ เรื่องการไปอยู่ในสภาพแวดล้อมจริง มีความเชื่อที่นิยมกันว่าแค่การพาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาก็เพียงพอแล้ว แค่ย้ายไปอยู่ประเทศนั้นๆ แล้วคุณจะซึมซับภาษาได้เองตามธรรมชาติ ดิฉันอยู่ในเอเชียมาสี่สิบกว่าปี ขอบอกเลยว่านี่เป็นความเชื่อที่ผิดค่ะ ดิฉันเคยเห็นชาวต่างชาติใช้เวลาหลายปี หรือบางครั้งเป็นสิบๆ ปี ในประเทศจีน ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ทั่วเอเชีย แต่กลับมีพัฒนาการทางภาษาน้อยอย่างน่าประหลาดใจ ไม่ใช่เพราะพวกเขาขี้เกียจหรือฉลาดน้อยนะคะ แต่เพราะ “การอยู่ในสภาพแวดล้อมจริง” โดยไม่มีเงื่อนไขที่เหมาะสม ก็เป็นได้แค่เสียงรบกวนเท่านั้น หรืออาจจะแย่กว่านั้น เพราะเสียงรบกวนเหล่านี้มักจะถูกสมองปิดกั้นไปเลย! การอยู่ในสภาพแวดล้อมจริงให้แค่ โอกาสได้ยินได้ฟัง เท่านั้นค่ะ แต่ถ้าโอกาสนั้นไม่มีข้อมูลที่เข้าใจได้ ไม่มีความรู้สึกปลอดภัย ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน และไม่มีใครที่อดทนพอจะเป็น Language Parent ให้คุณ โอกาสเหล่านั้นก็จะไม่เปลี่ยนเป็นการซึมซับภาษาได้เลย มันเหมือนกับการถูกโยนลงไปในสระว่ายน้ำค่ะ ถ้ามีคนคอยแนะนำ คุณก็จะเรียนรู้ที่จะว่ายน้ำได้ แต่ถ้าคุณทำได้แค่ตะเกียกตะกายอยู่คนเดียว คุณ อาจจะ เรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดได้แบบเฉียดฉิว แต่จะไม่มีวันว่ายน้ำเก่งจริงๆ แล้วอะไรล่ะที่ได้ผลจริงๆ คำตอบสั้นๆ…

  • |

    วิธีเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์

    ถ้าคุณอยากเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ บอกเลยว่าไม่เคยมีโอกาสดีๆ เท่านี้มาก่อนเลยค่ะ ในปัจจุบันมีทั้งเครื่องมือออนไลน์ แอปพลิเคชัน คอร์สเรียน และชุมชนต่างๆ ที่ทำให้เราสามารถเริ่มต้นเรียนรู้ได้จากทุกที่ทั่วโลก แต่โอกาสที่มากมายก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลเสมอไปนะคะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับภาษาอังกฤษ ก็มีความท้าทายหลายอย่างที่แพลตฟอร์มออนไลน์ส่วนใหญ่ยังรับมือได้ไม่ดีพอ ในฐานะคนที่ เรียนภาษาอังกฤษได้ในหกเดือน และใช้เวลากว่าสี่สิบปีในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ภาษาอย่างรวดเร็ว ดิฉันอยากจะพูดถึงทั้งความท้าทายและทางแก้ไขอย่างตรงไปตรงมาค่ะ ความท้าทายที่ไม่เหมือนใครของการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ การออกเสียงและสำเนียงที่ซับซ้อน ภาษาอังกฤษมีเสียงและสำเนียงที่คนไทยไม่คุ้นเคย และความหมายของประโยคก็อาจเปลี่ยนไปได้เลยขึ้นอยู่กับน้ำเสียงและการเน้นคำที่คุณใช้ สิ่งนี้อาจทำให้การทำความเข้าใจเป็นเรื่องยากในช่วงแรกๆ โดยเฉพาะถ้าคุณพยายามวิเคราะห์กฎการออกเสียงเหมือนเป็นโจทย์คณิตศาสตร์ วิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่าคือสิ่งที่ดิฉันเรียกว่า “brain soaking”: คือการให้เราได้ฟังเยอะๆ เลียนแบบสิ่งที่เราได้ยิน และเชื่อมโยงเสียงเข้ากับภาพและความรู้สึกในใจโดยตรง วิธีนี้จะช่วยให้คุณก้าวข้าม “กำแพงด้านการออกเสียง” ได้เร็วกว่าที่คิดค่ะ หูของคุณจะเรียนรู้ที่จะแยกแยะเสียงต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนกับที่เด็กๆ ทำ ก่อนที่คุณจะต้องมานั่งท่องจำกฎเกณฑ์เสียอีก มันเหมือนกับการเรียนฟังเพลงมากกว่าการมานั่งวิเคราะห์การออกเสียงของทุกคำอย่างเป็นเหตุเป็นผล ไวยากรณ์และคลังคำศัพท์ที่น่าสับสน การเรียนรู้กฎไวยากรณ์และท่องจำคำศัพท์จำนวนมหาศาลเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามสูงมาก ถ้าไม่มีบริบท ก็อาจจะรู้สึกว่ามันเยอะแยะและน่าท้อใจได้ง่ายๆ ค่ะ แต่สิ่งที่คอร์สเรียนส่วนใหญ่ทำพลาดคือ: พวกเขาสอนไวยากรณ์และคำศัพท์ที่ซับซ้อนเร็วเกินไปค่ะ หากคุณเริ่มต้นจากการเชื่อมโยงเสียงเข้ากับความหมายก่อน ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่เด็กทารกเรียนรู้ภาษา การอ่านและการเขียนจะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมากในภายหลัง เพราะตัวอักษรเหล่านั้นจะไปยึดโยงกับสิ่งที่มีอยู่จริง นั่นก็คือความหมายในใจของคุณ! คุณจะ รู้ อยู่แล้วว่าคำนั้นหมายความว่าอะไรและออกเสียงอย่างไร ตัวอักษรจึงเป็นเพียงป้ายชื่อสำหรับสิ่งที่คุณเรียนรู้ไปแล้ว ไม่ใช่สัญลักษณ์ที่ต้องมานั่งท่องจำแบบเดี่ยวๆ ดังนั้น โดยการเริ่มต้นจากการเรียนรู้ความหมายจากเสียงก่อน แล้วค่อยๆ สร้างการจดจำคำศัพท์จากความหมายที่คุณรู้อยู่แล้ว คุณจะสามารถเข้าใจระบบคำศัพท์และไวยากรณ์ทั้งหมดได้อย่างรวดเร็วค่ะ มาเริ่มต้นจากการเรียนรู้ความหมายผ่านเสียง จากนั้นค่อยๆ สร้างการจดจำคำศัพท์และวลีที่มีความหมายที่คุณคุ้นเคยอยู่แล้ว คุณจะค่อยๆ เข้าใจระบบของภาษาทั้งหมดได้อย่างรวดเร็วค่ะ การขาดฟีดแบ็กที่สมจริง นี่คือปัญหาใหญ่เลยค่ะ แพลตฟอร์มดิจิทัลหลายแห่งให้แต่ ข้อมูลเข้า เช่น แบบฝึกหัดการฟัง การท่องศัพท์ การฝึกอ่าน แต่แทบไม่มีการสนทนาโต้ตอบที่สมจริงเลย คุณอาจใช้เวลาเป็นเดือนๆ กับแอป แต่พอเจอคนจริงๆ พูดด้วยกลับนิ่งสนิทไปเลย เพราะคุณไม่เคยได้ฝึก ใช้ ภาษาในบริบทของการสนทนาจริงๆ ช่องว่างระหว่างความเข้าใจและการพูด คือจุดที่ผู้เรียนส่วนใหญ่ติดขัด และเครื่องมือออนไลน์ส่วนมากก็ไม่ได้ช่วยเชื่อมช่องว่างนี้เลยค่ะ แรงจูงใจและความเกี่ยวข้องกับชีวิตจริง ผู้เรียนออนไลน์มักจะขาดชุมชน การสนับสนุนทางอารมณ์ และเป้าหมายที่มีความหมาย พอไม่มีสิ่งเหล่านี้ การฝึกฝนก็จะเริ่มรู้สึกแห้งแล้งและไม่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง คุณเปิดแอป ทำตามขั้นตอน แล้วก็ปิดไปโดยไม่มีความรู้สึกร่วมใดๆ ในการเรียนภาษาออนไลน์ให้เชี่ยวชาญ คุณต้องการมากกว่าแค่บัตรคำศัพท์ คุณต้องการระบบที่เข้ากับวิธีการเรียนรู้ของสมอง ที่ให้ข้อมูลที่เข้าใจได้ (comprehensible input) ที่ให้โอกาสคุณได้ฝึกพูดอย่างมีความหมายแม้จะเป็นประโยคง่ายๆ และที่ทำให้คุณมีส่วนร่วมทางอารมณ์อยู่เสมอ ไม่อย่างนั้น แรงจูงใจก็จะค่อยๆ หายไป และเมื่อแรงจูงใจหายไป ทุกอย่างก็จะช้าลงค่ะ คอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ในอุดมคติหน้าตาเป็นอย่างไร จาก 5 หลักการ และ 7 แนวทางปฏิบัติ ที่ดิฉันได้พัฒนามาตลอดสี่สิบปี คอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ในอุดมคติควรจะต้องทำหลายๆ อย่างที่เครื่องมือส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังทำไม่ได้ค่ะ: เริ่มต้นจากแก่น ไม่ใช่จากหลักสูตร คำศัพท์ที่ใช้บ่อยเพียงไม่กี่ร้อยคำก็ครอบคลุมบทสนทนาในชีวิตประจำวันได้กว่า 50% แล้วค่ะ ระบบที่ออกแบบมาอย่างดีจะเน้นที่คำเหล่านี้ก่อน โดยสอนผ่านบริบท แล้วจึงขยายขอบเขตออกไป คุณควรจะสามารถโต้ตอบง่ายๆ ได้จริงตั้งแต่สัปดาห์แรก ไม่ใช่รอเป็นปี…

  • |

    7 วิธีปฏิบัติเพื่อเรียนรู้ภาษาใดก็ได้ให้เร็ว

    หลักการเป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องลงมือทำด้วยนะครับ ในการบรรยาย TEDx ของผม นอกจาก หลัก 5 ประการเพื่อการเรียนรู้ภาษาแบบเร่งรัด แล้ว ผมยังได้เสนอ 7 วิธีปฏิบัติที่จะเปลี่ยนหลักการเหล่านั้นให้กลายเป็นความก้าวหน้ารายวันครับ วิธีเหล่านี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีนะครับ แต่เป็นสิ่งที่ผมใช้ตอนที่ผม เรียนรู้ภาษาใหม่ได้ในหกเดือน และเป็นสิ่งที่ผู้เรียน Kungfu English หลายพันคนใช้มาแล้ว ในบทความนี้ ผมจะลงรายละเอียดแต่ละข้อ โดยปรับให้เข้ากับความท้าทายในการเรียนภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นภาษาที่มีเสียงและโครงสร้างแตกต่างจากภาษาไทย แต่จริงๆ แล้ววิธีเหล่านี้ใช้ได้กับทุกภาษาเลยครับ 1. ฟังให้เยอะๆ (“Brain Soaking” หรือการซึมซับด้วยสมอง) ลองให้ตัวเองได้ฟังภาษาอังกฤษให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยครับ ไม่ว่าจะเป็นพอดแคสต์ เพลง บทสนทนา หนัง หรือแม้แต่บทสนทนาที่บังเอิญได้ยินในร้านกาแฟ ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่เข้าใจ—โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เราไม่เข้าใจ—การ “ซึมซับ” แบบนี้จะช่วยให้สมองของเราปรับตัวเข้ากับเสียง จังหวะ น้ำเสียง และรูปแบบประโยคที่ไม่คุ้นเคยได้ครับ สัปดาห์แรกอาจจะรู้สึกเหมือนเป็นแค่เสียงรบกวน หรือที่ผมชอบเรียกว่า “เสียงอู้อี้” เหมือนเรากำลังฟังคนพูดผ่านกำแพงน้ำอยู่เลยครับ แต่แล้วจู่ๆ ความรู้สึกนั้นก็จะหายไปเอง เราอาจจะไม่ทันสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่สมองของเรากำลังทำงานอย่างหนักอยู่เบื้องหลังเลยนะครับ ทั้งการจับรูปแบบ คาดเดาความน่าจะเป็น และสร้างแบบจำลองของระบบเสียงในหัว นี่เป็นกระบวนการเดียวกับที่เด็กทารกใช้ในช่วงเดือนแรกๆ ของชีวิต มันได้ผลก็เพราะว่าสมองถูกสร้างมาให้ทำงานแบบนี้นั่นเองครับ อย่าข้ามขั้นตอนนี้ไปนะครับ และอย่ารีบร้อนจนเกินไป เพราะนี่คือรากฐานที่สำคัญที่สุดครับ 2. เข้าใจความหมายก่อนเป็นอันดับแรก ตั้งแต่เริ่มต้นเลย ให้เราเน้นไปที่การเชื่อมโยงระหว่างเสียงที่เราได้ยิน (คำศัพท์) กับความหมายของมัน ลองใช้ภาพ ท่าทาง ภาษากาย หรือบริบทรอบตัวช่วยดูนะครับ พยายามใช้การแปลเป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น เพราะถ้าเราพึ่งพาการแปลมากเกินไป ก็เท่ากับว่าเรากำลังฝึกสมองให้ใช้เส้นทางที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคในการไปสู่ความคล่องแคล่วได้ครับ ก่อนที่จะเริ่มท่องกฎไวยากรณ์หรือรายการคำศัพท์ พยายามทำความเข้าใจสิ่งที่กำลังสื่อสารก่อนนะครับ ให้ความสำคัญกับความหมายก่อนรูปแบบเสมอ ทำความเข้าใจก่อนที่จะเริ่มผลิตคำพูดออกมาครับ ความเข้าใจของเราจะค่อยๆ เติบโตขึ้นมาเองครับ เราอาจจะไม่ทันสังเกตในแต่ละวัน แต่จะเห็นผลชัดเจนในแต่ละเดือน แล้วเช้าวันหนึ่งเราจะรู้ตัวว่าเราเข้าใจบางอย่างได้โดยไม่ต้องคิดเลย นั่นแหละครับคือสัญญาณว่าระบบกำลังทำงาน หัวใจสำคัญของข้อนี้คือ ข้อมูลที่เข้าใจได้ (comprehensible input) ครับ คือการได้สัมผัสกับภาษาในรูปแบบที่ความหมายชัดเจนจากบริบท ถึงแม้ว่าคำศัพท์เหล่านั้นจะเป็นคำใหม่ก็ตาม รูปภาพ ท่าทาง การกระทำ และสถานการณ์จริงคือเพื่อนที่ดีที่สุดของเราในขั้นตอนนี้ครับ 3. เริ่มผสมคำ ภาษามีความเป็นธรรมชาติที่สร้างสรรค์อยู่ในตัว แค่มีคำกริยา คำนาม และคำคุณศัพท์ไม่กี่คำ เราก็สามารถเริ่มผสมคำเพื่อสร้างความหมายจริงๆ ได้แล้วครับ ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบ ใช้เท่าที่เรารู้เพื่อเริ่มแสดงความเป็นตัวเองออกมากันเถอะครับ เราอาจจะพูดติดๆ ขัดๆ บ้าง ไม่เป็นไรเลยครับ นั่นคือวิธีที่ “เครื่องจักร” (ซึ่งก็คือสมองของเรา) เรียนรู้ “ฉัน ต้องการ… อันนั้น… กิน” อาจจะฟังดูไวยากรณ์ไม่เป๊ะ แต่เป็นการสื่อสารที่ชัดเจนมากนะครับ และการสื่อสารก็คือเป้าหมายของเรา ไวยากรณ์จะค่อยๆ ถูกต้องขึ้นเองตามเวลา ผ่านการฟังและการฝึกฝน เหมือนกับที่ภาษาของเด็กค่อยๆ พัฒนาขึ้นนั่นแหละครับ…

  • ความมหัศจรรย์จาก Speech Genie

    การเรียนภาษาใหม่ตอนเป็นผู้ใหญ่เป็นเรื่องยากใช่ไหมคะ ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเก่งขึ้น หรือว่าไม่จำเป็นขนาดนั้น? วันนี้เราจะมาคุยกับ Chris Lonsdale ผู้สร้าง Kungfu English ซึ่งเป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อเลียนแบบความสำเร็จของเขาในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอย่างรวดเร็วตอนอายุ 20 ค่ะ สมัครเลยตอนนี้ Chris เป็นนักการศึกษาด้านภาษาและนักภาษาศาสตร์เชิงจิตวิทยา ระบบของเขาได้ช่วยให้ผู้คนมากมายสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ตั้งแต่ช่วงต้นยุค 2000 เราได้เริ่มทำงานร่วมกับเขาเพื่อผสานโซลูชัน AI ที่อิงหลักการทำงานของสมองของเราเข้ากับแอปพลิเคชันเรียนภาษาของเขาในเวอร์ชันที่ใช้ง่ายขึ้น และผลลัพธ์ก็คือ… ขอแนะนำ Speech Genie ค่ะ! ภาษาแรกที่จะเปิดให้ใช้งานคือภาษาอังกฤษและภาษาจีนกลางค่ะ ความมหัศจรรย์ของ Genie คือการใช้ความสามารถของสมองเพื่อเรียนรู้ภาษาในวิธีที่เลียนแบบการซึมซับภาษาแม่ของคุณเลยค่ะ โดยจะมีอวตารมาเป็น ‘Language Parent’ ของคุณ พร้อมแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้คุณพัฒนาไปสู่เป้าหมายในการเรียนภาษาใหม่ได้อย่างสม่ำเสมอ เส้นทางการเรียนรู้ของคุณจะแตกต่างจากระบบอื่น ๆ ที่ต้องมานั่งท่องจำวลีเป็นร้อยเป็นพันประโยคค่ะ แต่เราจะเน้นไปที่การฝึกฝนการจดจำเสียง การจดจำสิ่งของ และจากนั้นคือการสร้างเสียง (การพูด) ตามลำดับในหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อให้คุณพูดได้คล่อง โดยเป้าหมายของเราคือ การพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วในเวลาเพียง 6 เดือน ค่ะ หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าของเรา สามารถลงทะเบียนสำหรับโปรแกรมที่กำลังจะเปิดตัว พร้อมรับสิทธิ์สมาชิก VIP สำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ได้นะคะ อยากมีส่วนร่วมมากขึ้นไหมคะ? หากคุณอยากมีส่วนร่วมกับโปรเจกต์ใหม่ของเราที่จะสร้างระบบการเรียนภาษาในรูปแบบเกมที่สนุกยิ่งขึ้น สามารถติดตามความคืบหน้าได้ที่เว็บไซต์นี้ (คลิก) เลยค่ะ คุณสามารถรับข่าวสารได้โดยการเพิ่มอีเมลของคุณในรายชื่อผู้ติดต่อบนเว็บไซต์ หรือสมัครเป็นสมาชิก VIP ได้เลย   John Ball inside AI เป็นสื่อที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้อ่าน หากต้องการรับโพสต์ใหม่ๆ และสนับสนุนผลงานของฉัน โปรดพิจารณาสมัครเป็นสมาชิกแบบฟรีหรือแบบชำระเงินนะคะ